Hair Color Trend – อัปเดตเทรนด์สีผมสวยๆในแต่ละซีซัน

Hair Color Trend อัปเดตเทรนด์สีผมสวยๆในแต่ละซีซัน

Contents hide
1 Hair Color Trend – อัปเดตเทรนด์สีผมสวยๆในแต่ละซีซัน

สีผมเปลี่ยนได้ตามฤดูกาลเหมือนเสื้อผ้า และเครื่องประดับ การอัปเดตเทรนด์สีผมสวยๆในแต่ละซีซัน จึงช่วยให้คุณดูสดใหม่และมั่นใจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโทนสว่างหวานละมุนรับซัมเมอร์ หรือโทนเข้มอบอุ่นรับลมหนาว แต่ละสีต่างก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว ที่ขับให้บุคลิกของคุณโดดเด่นในแบบที่ต่างกัน 

ขณะนี้จะพาไปดูเทรนด์สีผม ที่กำลังมาแรงในแต่ละช่วงของปี พร้อมเทคนิคเลือกสีให้เข้ากับโทนผิว เทคนิคย้อมยอดฮิตจากช่างมือโปร และวิธีดูแลผมหลังทำสี ให้สีอยู่ทนนานหลายเดือน ไม่เฟดเร็วจนต้องกลับร้านทุก 2 สัปดาห์

 
 
 

COLLECTION

เทรนด์สีผมสวยๆ ประจำซีซัน Spring/Summer สดใสรับแดด

ช่วง Spring/Summer คือเวลาของสีโทนสว่างและสีหวาน ที่ช่วยขับให้ผิวดูกระจ่างใส รับกับอากาศร้อนและกิจกรรมกลางแจ้ง หลายคนเลือกทำผมในช่วงนี้ เพราะอยากเปลี่ยนลุคให้ดูสดชื่น เข้ากับเสื้อผ้าโทนสว่างและการแต่งหน้าแบบเบาๆ ที่นิยมในฤดูร้อน

สีน้ำตาลคาราเมล หวานละมุนเข้ากับทุกโทนผิว

สีคาราเมลคือสีที่ปลอดภัย และสวยที่สุดสำหรับสาวเอเชีย เพราะให้ลุคนุ่มนวล ดูสุขภาพดี และเข้ากับโทนผิวแทนได้ดี เหมาะกับคนที่ไม่อยากเปลี่ยนสีฉูดฉาดเกินไป แต่อยากให้ผมมีมิติมากกว่าสีดำธรรมชาติ ข้อดีอีกอย่างคือ สีนี้กลืนกับรากผมที่งอกใหม่ ทำให้ไม่ต้องไปทัชอัพบ่อย ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในระยะยาว

สีบลอนด์ฮันนี่ สว่างใสรับซัมเมอร์

บลอนด์ฮันนี่คือสีบลอนด์โทนอุ่น ที่ผสมประกายทองอ่อน ดูเป็นธรรมชาติ ไม่จัดจ้านเกินไป ช่วยขับให้ผิวดูสว่างขึ้นโดยไม่ทำให้ดูซีด หากผมเดิมเป็นสีดำสนิท อาจต้องผ่านขั้นตอนกัดสีก่อน 1-2 ครั้ง จึงจะได้สีที่ใส และควรทำกับช่างที่มีประสบการณ์ เพื่อไม่ให้ผมพังจากการกัดสี เพราะกระบวนการนี้ใช้สารเคมีค่อนข้างแรง

สีพาสเทล (ชมพู/ม่วงลาเวนเดอร์) ฟรุ้งฟริ้งสไตล์สาวหวาน

สีพาสเทลเหมาะกับคนชอบแฟชั่น และไม่กลัวเปลี่ยน ทั้งชมพูพีช ม่วงลาเวนเดอร์ และฟ้าพาวเดอร์บลู เป็นสีที่กลับมาฮิตทุกซัมเมอร์ ข้อแม้คือต้องกัดสีให้สว่างถึงระดับ 9-10 และดูแลค่อนข้างละเอียด เพราะสีกลุ่มนี้เฟดเร็วที่สุดในบรรดาสีทั้งหมด มักอยู่ได้ราว 2-4 สัปดาห์เท่านั้น แต่ก็แลกมากับลุคที่โดดเด่นและถ่ายรูปออกมาสวยทุกมุม

เทรนด์สีผมสวยๆ ประจำซีซัน Autumn/Winter อบอุ่นมีเสน่ห์

เทรนด์สีผมสวยๆ ประจำซีซัน AutumnWinter อบอุ่นมีเสน่ห์

พอเข้าหน้าหนาว สีผมโทนเข้มและโทนอบอุ่น จะเข้ามาแทนที่สีสว่างของหน้าร้อน ให้ความรู้สึกหรูหรา ลึกลับ และดูแพง เหมาะกับการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าโทนเอิร์ธ สีน้ำตาล แดงเข้ม หรือดำ ที่นิยมในฤดูนี้ และยังเข้ากับการแต่งหน้าโทนเข้มแบบ Winter Makeup ได้ดี

 
 
 

สีน้ำตาลช็อกโกแลต ลึกล้ำดูมีมิติ

สีช็อกโกแลตเป็นสีที่ดูแพงและคลาสสิก ให้ลุคสุภาพ ดูเป็นผู้ใหญ่ ทำงานออฟฟิศได้แบบไม่เกินกฎระเบียบ เหมาะกับสาวที่อยากเปลี่ยนสีแบบเรียบๆ แต่ดูดี และเป็นสีที่ดูแลง่ายที่สุด เพราะใกล้เคียงกับสีผมธรรมชาติของคนเอเชีย แม้ปล่อยให้สีจางลงเรื่อยๆ ก็ยังดูสวยและไม่หลุดธีม

สีไวน์เรด & เบอร์กันดี อบอุ่นแบบฤดูหนาว

สีไวน์เรดและเบอร์กันดี คือสีที่หลายคนรอใส่ทุกหน้าหนาว ให้ลุคหรูหราแบบยุโรป เพิ่มความเซ็กซี่และความเป็นผู้หญิงในเวลาเดียวกัน สีนี้จะโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อโดนแดดอ่อนๆ และเข้ากับเสื้อโค้ทสีกลางๆ หรือสีดำได้สวยมาก หากจัดทรงผมเป็นลอนใหญ่ๆ จะยิ่งขับให้สีดูมีมิติและน่ามอง

สีแอชเกรย์ (Ash Grey) คูลๆ มินิมอลตลอดปี

แอชเกรย์เป็นเทรนด์ที่ไม่เคยตกเลย ในรอบหลายปี ให้ลุคคูลๆ สไตล์เกาหลีและญี่ปุ่น เหมาะกับคนที่ชอบความมินิมอล และการแต่งตัวโทน Monochrome

แต่ต้องยอมรับว่า สีนี้ต้องดูแลหนักพอสมควร เพราะมักเฟดออกเป็นสีเหลือง หากใช้แชมพูผิดประเภท จึงควรมีแชมพูม่วง (Purple Shampoo) ติดบ้านไว้ใช้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อรักษาโทนเย็นให้คงอยู่นาน

 

วิธีเลือกเทรนด์สีผมสวยๆ ให้เข้ากับโทนผิวของคุณ

การเลือกสีให้ “เข้ากับโทนผิว” คือกุญแจสำคัญที่ทำให้สีผมดูสวย และขับผิวให้ดูดีขึ้น เทคนิคง่ายๆ ในการเช็กโทนผิวตัวเองคือ ลองดูเส้นเลือดด้านในข้อมือใต้แสงธรรมชาติ ถ้าเห็นเป็นสีเขียวแสดงว่าเป็นโทนอุ่น ถ้าเห็นเป็นสีฟ้าหรือม่วงคือโทนเย็น และถ้าผสมกันหรือดูยากคือโทนกลาง

🥞 โทนผิวอุ่น (Warm Skin Tone) เหมาะกับสีไหนบ้าง

ผิวโทนอุ่นมีความเหลือง ส้ม หรือพีชเป็นพื้นฐาน จึงเข้ากับสีโทนอุ่นเช่นเดียวกัน เช่น น้ำตาลคาราเมล น้ำตาลทอง บลอนด์ฮันนี่ ทองแดง และไวน์เรด สีกลุ่มนี้จะขับให้ผิวดูสว่างขึ้นและสุขภาพดี ส่วนสีที่ควรหลีกเลี่ยงคือโทนเย็นจัด เช่น แอชเกรย์เข้ม ดำสนิท หรือบลอนด์แพลตตินัม เพราะจะทำให้ผิวดูคล้ำลงและเหนื่อยกว่าปกติ

🔮 โทนผิวเย็น (Cool Skin Tone) ควรเลือกสีแบบใด

ผิวโทนเย็นจะมีความชมพูหรือฟ้าเป็นพื้นฐาน ดูดีเมื่อจับคู่กับสีโทนเย็น เช่น แอชเกรย์ แอชบราวน์ เบอร์กันดีเข้ม ดำเงา ม่วงลาเวนเดอร์ หรือฟ้าพาสเทล สีเหล่านี้ช่วยลดความซีด และทำให้ผิวดูใสขึ้นแบบมีออร่า สีที่ควรระวังคือสีทองแดงหรือส้มจัด ซึ่งจะทำให้ผิวดูแดงผิดธรรมชาติเหมือนแพ้แดด

🎀 โทนผิวกลาง (Neutral Skin Tone) เลือกได้หลากหลายแค่ไหน

ผิวโทนกลางคือผิวที่โชคดีที่สุด เพราะเหมาะกับเกือบทุกสี ไม่ว่าจะโทนอุ่นหรือเย็น แต่ก็ควรพิจารณาสีเสื้อผ้าที่ใส่บ่อยๆ และสไตล์การแต่งหน้าประกอบด้วย เพื่อให้ภาพรวมเข้ากันที่สุด เคล็ดลับคือเลือกสีที่ห่างจากสีผมเดิมไม่เกิน 2-3 ระดับ เพื่อให้ดูธรรมชาติ และลองปรึกษาช่าง เพื่อทดสอบสีบนเส้นผมจริงก่อนตัดสินใจทำเต็มศีรษะ

เทคนิคย้อมสีผมยอดฮิตที่ช่างผมแนะนำ

นอกจากการเลือกสี เทคนิคการย้อมก็มีผลต่อความสวย และธรรมชาติของผมอย่างมาก การย้อมแบบสีเดียวทั้งศีรษะ (Single Tone) อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป โดยเฉพาะถ้าอยากได้ลุคที่ดูมีมิติเหมือนเซเลบหรืออินฟลูเอนเซอร์ต่างประเทศ ที่เราเห็นใน Instagram และ Pinterest

Balayage – ไล่สีธรรมชาติเหมือนโดนแดด

บาลายาจคือเทคนิคทาสีด้วยมือ ไล่ความเข้มจากกลางผมลงไปถึงปลาย ทำให้ผมดูเหมือนถูกแดดเผาธรรมชาติ ข้อดีคือดูแลง่าย เพราะรากผมที่งอกใหม่ จะกลืนกับสีเดิมโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องทัชอัพบ่อยเหมือนการทำไฮไลท์แบบเดิม เหมาะกับคนงานยุ่ง ที่ไม่มีเวลาเข้าร้านบ่อย ผลลัพธ์อยู่ได้ 4-6 เดือนสบายๆ

Highlight & Lowlight – สร้างมิติให้เส้นผม

ไฮไลท์คือการดึงเส้นผมบางส่วน มาทำสีให้สว่างกว่าสีหลัก ส่วนโลว์ไลท์ทำให้บางเส้นเข้มขึ้น เมื่อผสมกันจะได้ผมที่ดูมีมิติ เหมือนช่างทำสีตามแสงธรรมชาติ เทคนิคนี้เหมาะกับคนผมตรง และผมที่อยากเพิ่มวอลลุ่มให้ดูฟูขึ้น เป็นเทคนิคที่อยู่คู่วงการมานาน เพราะให้ผลลัพธ์ที่หลากหลาย และปรับได้ตามใจชอบ

✨ เคล็ดลับทำเทรนด์สีผมสวยๆ ให้ดูเป็นธรรมชาติเหมือนช่างต่างประเทศ

หัวใจของลุคธรรมชาติคือการไล่ระดับสี ไม่ทาสีให้เข้มเท่ากันทั้งศีรษะ อีกเทคนิคคือเลือกสีที่ห่างจากสีผมเดิมไม่เกิน 2-3 ระดับ และให้ช่างพิจารณาเรื่องการจัดวางสีตามทรงหน้าด้วย เช่น ทำสีรอบใบหน้าให้สว่างกว่าด้านหลัง (Face-framing Highlight) จะช่วยให้หน้าดูเรียวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอย่าลืมเลือกร้านที่ช่างเข้าใจเรื่อง Color Theory จริงๆ จะเห็นความต่างทันที

วิธีดูแลผมหลังย้อมให้สีอยู่ทน ไม่เฟดเร็ว

วิธีดูแลผมหลังย้อมให้สีอยู่ทน ไม่เฟดเร็ว

หลายคนผิดหวังเพราะสีที่ทำสวยมากในวันแรก แต่กลับหายไปภายในไม่กี่สัปดาห์ สาเหตุหลักมาจากการดูแลที่ไม่ถูกวิธี เพราะผมที่ผ่านการทำสีจะแห้ง และบอบบางกว่าผมปกติ เกล็ดผมเปิดง่าย และสีจะค่อยๆ ถูกชะล้างออกทุกครั้งที่สระ จึงต้องใช้ผลิตภัณฑ์และวิธีดูแลเฉพาะ

 
 
 

เลือกแชมพูและครีมนวดสำหรับผมทำสีโดยเฉพาะ

แชมพูทั่วไป มักมีสารทำความสะอาดแรงอย่างซัลเฟต (SLS/SLES) ที่ทำให้สีหลุดเร็ว ควรเลือกสูตร Sulfate-free ที่ระบุชัดว่าสำหรับผมทำสี และสระด้วยน้ำเย็นหรือน้ำอุ่นนิดๆ แทนน้ำร้อน เพราะน้ำร้อนเปิดเกล็ดผมและทำให้สีออกง่ายขึ้น

🧼 Tips: การลดความถี่ในการสระเหลือ 2-3 วันต่อครั้ง ก็ช่วยได้มาก ในวันที่ไม่ได้สระสามารถใช้ Dry Shampoo แทนได้

บำรุงเส้นผมด้วยทรีตเมนต์อย่างสม่ำเสมอ

ผมทำสีต้องการความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ ควรทำทรีตเมนต์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และใช้ลีฟอินหรือเซรั่มก่อนเป่าผมทุกครั้ง การเติมโปรตีนและเคราติน จะช่วยให้ผมแข็งแรงขึ้น ลดการแตกปลายและเพิ่มความเงางาม จนคนรอบข้างสังเกตได้

Pro Advice: ทุกๆ 1-2 เดือน อาจไปทำทรีตเมนต์เข้มข้นที่ร้านเสริมเพิ่มเติม จะช่วยให้สีและสุขภาพผมอยู่ได้นานยิ่งขึ้น

หลีกเลี่ยงความร้อนและแสงแดดจัดที่ทำให้สีซีด

แสง UV และความร้อนจากเครื่องเป่า รีดผม ม้วนผม เป็นตัวการหลักที่ทำให้สีเฟดเร็ว ควรใช้สเปรย์กันความร้อน (Heat Protectant) ทุกครั้งก่อนใช้เครื่องมือไฟฟ้า และตั้งความร้อนไม่เกิน 180°C สำหรับผมทำสี

🏖️ Summer Caution: เมื่อต้องอยู่กลางแดดนานๆ ควรสวมหมวกหรือใช้สเปรย์กัน UV โดยเฉพาะช่วงไปทะเลที่มีทั้งแดด น้ำเค็ม และคลอรีนซึ่งทำลายสีผมรุนแรงที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทรนด์สีผมสวยๆ (FAQ)

เทรนด์สีผมสวยๆ ในปีนี้ทำเองที่บ้านได้ไหม?

สีพื้นง่ายๆ เช่น น้ำตาลธรรมชาติหรือดำ สามารถทำเองที่บ้านได้ โดยใช้ครีมย้อมตามท้องตลาด แต่สีแฟชั่นที่ต้องผ่านการกัดสี เช่น พาสเทล บลอนด์ฮันนี่ แอชเกรย์ หรือเทคนิคพิเศษอย่างบาลายาจและไฮไลท์ แนะนำให้ทำกับช่างที่ร้าน เพราะต้องคำนวณการกัดสี และการไล่ระดับ ทำเองอาจทำให้ผมเสียหาย และสีไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้

ควรย้อมสีผมบ่อยแค่ไหนถึงจะไม่ทำให้ผมเสีย?

โดยทั่วไปควรเว้น 6-8 สัปดาห์ ระหว่างการย้อมแต่ละครั้ง ถ้าเป็นการทัชอัพเฉพาะรากผม อาจทำได้บ่อยกว่า แต่ถ้าเป็นการกัดสีหรือเปลี่ยนสีทั้งศีรษะ ควรเว้นอย่างน้อย 2-3 เดือน เพื่อให้ผมได้พักและฟื้นตัวเต็มที่ก่อนทำครั้งต่อไป ระหว่างนั้นควรทำทรีตเมนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมผมให้พร้อมรับสารเคมีรอบใหม่

สีผมแบบไหนเฟดช้าที่สุด?

สีโทนเข้ม เช่น น้ำตาลเข้ม ช็อกโกแลต ดำธรรมชาติ และสีที่ใกล้เคียงกับสีผมเดิม จะเฟดช้าที่สุด มักอยู่ได้ 2-3 เดือนขึ้นไปโดยไม่ต้องทัชอัพ ส่วนสีแฟชั่นโดยเฉพาะสีพาสเทล สีฉูดฉาด หรือบลอนด์สว่างมาก มักเฟดเร็วในเวลา 2-4 สัปดาห์ จึงต้องดูแลและทัชอัพบ่อยกว่า หากอยากให้สีอยู่นาน ควรพิจารณาเรื่องวิถีชีวิตและงบประมาณดูแลด้วย